Posted on

แกเร็ธ เบล : ดาวเตะระดับโลก เจ้าของฉายา Mr.Glass

แกเร็ธ เบล มีชื่อเต็มว่า แกเร็ท แฟรงก์ เบล เป็นที่รู้จักในระดับโลกจากความเร็วที่น้อยคนที่จะตามเขาทัน และมีจุดเด่นในการยิงไกลเป็นอาวุธ เขากลายเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกขวาของทีมเรอัล มาดริด ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เบล เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1989 ที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเวลส์ เบล มีความชื่นชอบในการเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจเขาสามารถเล่นได้ทั้ง รักบี้ ฮอกกี้ โดยเฉพาะฟุตบอล และเขามีนักฟุตบอลในดวงใจคือ ไรอัน กิกส์

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ เบล มีโอกาสได้ดูเล่นฟุตบอลของ โรนัลโด้ R9 ผ่านทางทีวี และนั่นทำให้เขามีความฝันว่าเขาจะเป็นนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง โรนัลโด้ R9 ให้ได้ และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน เขาก็ได้เข้าร่วมในทีมเยาวชนของสโมสรคาร์ดิฟซีวิลเซอร์วิส เอฟซี ซึ่งมีเพื่อนของพ่อเป็นโค้ชอยู่ และในครั้งหนึ่งที่เขาได้ลงเล่นในทีมเยาวชนให้กับทีม เขาก็ได้รับความสนใจจากแมวมองของสโมสรเซาแธมป์ตัน ที่มีความชื่นชอบในฝีเท้าและความเร็วของเขา ซึ่งหลังจากนั้นเพียงแค่หนึ่งปี ในปี 1999 เบล ก็ได้เข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนของเซาแธมป์ตัน ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 10 ขวบ และหลังจากที่เขาย้ายไปฝึกฝนกับเซาแธมป์ตันได้ไม่นาน ก็ได้พบว่า เบลไม่สามารถเล่นด้วยเท้าขวาได้เลย ทำให้เขาถูกแยกออกมาเพื่อฝึกแบบพิเศษ ซึ่งจากการฝึกฝนนั้นทำให้ เบล มีความเร็วที่เพิ่มขึ้นและยังทำให้เขามีความสูงที่เพิ่มขึ้นภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน

ในปี 2005 เบลได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนให้ลงแข่งในเกมการแข่งขันคาร์ดิฟฟ์ แอนด์ เวลส์ คัพ และเบล ก็สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มาครอง และจากการทำผลงานของเขาในครั้งนี้ ทำให้ เซาแธมป์ตัน เรียกเขาขึ้นมาในทีมชุดใหญ่ทันที ในปี 2006 เบล ได้ทำการเปิดตัวกับทีมชุดใหญ่ของเซาแธมป์ตันครั้งแรก ในวัย 16 ปี ในศึก เดอะ แชมเปียนชิพ โดยเขาลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้าย และด้วยความสามารถในการยิงฟรีคิกที่แม่นยำของเขา ทำให้ เบล เริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนบอล และสื่อในเวลานั้น และด้วยฟอร์มการเล่นของเขาทำให้ได้รับความสนใจจาก ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์  ดึงตัว เบล ในวัย 18 ปี ไปร่วมทีมในปี 2007 ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ กับสัญญานานถึง 4 ปี  และทันทีที่ย้ายไปร่วมทีมเขาก็สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมได้ในทันที จากการทำยิงประตู 3 ประตู ในการลงสนาม 4 นัดแรก ทำให้ เบล กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในเวลานั้น แต่แล้ว เบล ก็ต้องพบกับความโชคร้ายเมื่อในเดือนธันวาคม 2007 เขาได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า จนต้องเข้ารับการผ่าตัด และต้องพักรักษาตัวอยู่หลายเดือน

ในเวลาต่อมาเขาได้ย้ายมาเล่นในตำแหน่งปีก ยิ่งทำให้ฝีเท้าของเขาพัฒนาความน่ากลัวได้อย่างต่อเนื่อง และขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของทีมได้ในเวลาไม่นาน

ในฤดูกาล 2008-2009 ภายใต้การคุมทีมของ ฮวนเด รามอส ผู้จัดการทีมคนใหม่ เบลที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บกลับมาได้ลงสนามเป็นเพียงตัวสำรองเท่านั้น และเมื่อเขามีโอกาสลงสนามเขาก็กลายเป็นจุดอ่อนของทีม และในช่วงท้ายของฤดูกาล ในยุคของ แฮร์รี่ เรดแนปป์ เขาพยายามสร้างโอกาสให้กับเบล โดยการเปลี่ยนจากการเล่นในตำแหน่งฟลูแบ็ก มาเป็นในตำแหน่งวิงแบ็ก แต่ผลงานของเขาก็ยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรดีขึ้น

ในฤดูกาล 2009-2010 เป็นฤดูกาลที่ เบล ต้องต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งตัวจริงกับ เอก็อตโต้ แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้  เบล กลายเป็นนักเตะที่ถูกมองว่า เป็นจุดอ่อนของทีมในตอนนั้น จนมีข่าวออกมาว่าท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ จะปล่อยตัวเขาออกไปในไม่ช้า แต่ แฮร์รี่ เรดแนปป์ ก็ออกมายืนยันว่าจะไม่มีทางปล่อยตัว เบล ออกจากทีมโดยเด็ดขาด และแล้วโอกาสของเขาก็มาถึงเมื่อในช่วงท้ายฤดูกาล นักเตะตัวจริงในตำแหน่งกองกลางต่างได้รับบาดเจ็บ ทำให้ เรดแนปป์ ลองส่ง เบล ลงไปเล่นในตำแหน่งกองกลางฝั่งซ้าย และมันก็ได้ผลดี เบล สามารถสร้างผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมาสร้างผลงานที่น่าประทับใจ ในเกมที่พบกับ อาร์เซนอล และเชลซี ซึ่งในทั้ง 2 เกม เบล เป็นผู้ทำประตูชัยให้กับทีมเอาชนะมาได้ และส่งผลให้ทีมต้นสังกัดของเขาจบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก และได้โควตาไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2010-2011 เบล ในวัย 21 ปี ขึ้นมาเป็นตัวจริงของทีมได้แบบเต็มตัว ในช่วงต้นของการเปิดฤดูกาล เบล สามารถทำไปได้ถึง 2 ประตูในเกมที่พบกับ สโต๊ค ซิตี้  และในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เบล สามารถทำแฮตทริค ในเกมที่พบกับอินเตอร์ มิลาน และในเกมนั้น เบล กลายเป็นนักเตะที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก และหลังจากนั้นฟอร์มการเล่นของเขาก็พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และในฤดูกาลนี้เขายังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกด้วย

ในฤดูกาล 2011-2012 เบล ยังคงสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับทีม และทำให้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ตัดสินใจต่อสัญญากับเขาไปอีก 4 ปี

ในฤดูกาล 2012-2013 เบล ก็พาทีมสร้างความประหลาดใจได้อีกครั้งหนึ่งในเกมที่บุกไปพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยในเกมที่ เบล สามารถพาทีมเอาชนะมาได้ 3-2 และการเก็บชัยชนะในครั้งนั้น เป็นครั้งแรกที่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สามารถเก็บชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด นับตั้งแต่ในปี 1989 เบล กลายเป็นนักเตะที่มีฝีมือในการยิงฟรีคิกระดับต้นๆ ของโลก และในฤดูกาลนี้ เขาก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกได้อีกหนึ่งฤดูกาล และยังได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมมาอีกด้วย  โดยในฤดูกาลนี้ เขายิงไปได้ถึง 21 ประตู จากการลงสนาม 33 นัดในเกมลีก

และด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของเขา ทำให้สโมสร เรอัล มาดริด ตัดสินใจ คว้าตัวเขามาร่วมทีมในปี 2013 ด้วยค่าตัว 85.3 ล้านปอนด์ เขากลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกในตอนนั้น เมื่อเขาย้ายมาร่วมทีม ถึงแม้ในช่วงแรกเขาจะมีอาการบาดเจ็บเข้ามารบกวน แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลถึงฟอร์มการเล่นของเขาเลย เขายังทำผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง เบล ขึ้นมาแทนที่ของ อังเคล ดิ มาเรีย เขายังสามารถยิงประตูระยะไกลซึ่งเป็นจุดเด่นของเขาของได้อยู่บ่อยครั้ง เขามีส่วนร่วมในการพาทีมคว้าแชมป์ต่างๆ ได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่สามารถคว้าแชมป์มาได้ถึง 4 สมัย ภายในเวลา 5 ปี

แต่หลังจากนั้น ฟอร์มการเล่นของเขา ก็เริ่มไม่คงเส้นคงวา จนทำให้ ซีนาดีน ซีดาน ผู้จัดการทีมในตอนนั้น ไม่ให้โอกาสเขาลงสนามเป็นตัวจริงมากนัก จนในฤดูกาล 2020-2021 ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทีมต้นสังกัดเก่าของเขาตัดสินใจตึงตัวเขากลับมาร่วมทีม ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล และการกลับมาเล่นให้กับต้นสังกัดเก่านั้น ทำให้เขามีความสุขในการเล่นฟุตบอลอีกครั้ง

ในฤดูกาล 2021-2022 เบล ในวัย 32 ปี กลับมาเล่นให้กับ เรอัล มาดริด อีกครั้ง และการกลับมาของเขาก็ไม่มีสร้างความโดดเด่นให้กับเขา ถึงแม้ว่าเขาจะมีโอกาสในการลงสนามอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาก็ต้องประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บมารุมเร้าอยู่บ่อยครั้ง  และมีข่าวออกมาว่า เขาเตรียมที่จะแขวนสตั๊ดในฤดูกาลนี้หากว่า เขาไม่สามารถพาทีมชาติเวลส์ผ่านเข้ารอบไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2022 ได้สำเร็จ

สำหรับผลงานกับทีมชาติของเขา เบล ลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 2006 ด้วยอายุเพียง 16 ปี ซึ่งเขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดของทีมชาติเวลส์ที่ได้ลงสนามในทีมชุดใหญ่  และเขาก็ได้ก้าวมาเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติเวลส์ในเวลาต่อมา  เขาสามารถพาทีมชาติเวลส์เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในศึกยูโร 2016 ซึ่งเป็นการเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึกยูโรเป็นครั้งแรกอีกด้วย