Posted on

มาร์คัส แรชฟอร์ด : ดาวเตะสายเลือดผู้ดีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนักรณรงค์เพื่อเด็กยากไร้

มาร์คัส แรชฟอร์ด เขาเกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 1997 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ในประเทศอังกฤษ แรชฟอร์ด เติบโตมาในครอบครัวของแม่เลี้ยงเดี่ยว เขามีพี่น้องถึง 5 คน ทำให้ความครอบครัวของเขาค่อนข้างลำบาก แม่ของเขาต้องทำงานหนัก เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

ในปี 2003 แรชฟอร์ช เริ่มเล่นฟุตบอล และเข้าสู่การฝึกของทีมเยาวชนของสโมสร  เฟล็ทเชอร์ มอสส์ เรนเจอร์ส ทีมฟุตบอลระดับเยาวชนในท้องถิ่น ในตอนนี้เขามีอายุเพียง 5 ขวบ โดยทีมเยาวชนแห่งนี้เป็นทีมที่เคยทำการฝึกฝนทักษะการเป็นนักฟุตบอลให้แก่นักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาแล้วหลายคน อย่างเช่น แดนนี่ เวลเบ็ค ,เวส บราวน์ และเจสซี่ ลินการ์ด

ซึ่งในช่วงแรกของการเล่นฟุตบอล แรชฟอร์ด เล่นในตำแหน่ง ผู้รักษาประตู ซึ่งเขามี ทิม ฮาวเวิร์ด อดีตผู้รักษาประตูชาวสหรัฐอเมริกาของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นนักเตะในดวงใจ ต่อมาในปี 2004 เขาก็ได้เปลี่ยนมาเล่นในตำแหน่งกองหน้า โดยแรชฟอร์ด ทำการฝึกฝนทักษะในการเล่นฟุตบอลอยู่ที่นี่อีก 1 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายไปเล่นในทีมเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2005 ในวัยเพียงแค่ 7 ปีเท่านั้น ซึ่งในเวลานั้นเขาได้รับความสนใจจากสโมสรชื่อดังในพรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล และ เอฟเวอร์ตัน แต่เขาก็เลือกที่จะไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เนื่องจากเขาเชื่อการให้คำแนะนำของพี่ชายของเขาในเรื่องนี้

หลังจากที่ย้ายไปร่วมกับทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว แรชฟอร์ด ก็ได้ลงเล่นให้กับทีมเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2005 – 2015 ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี จนมาในปี 2015 ในยุคของกุนซือ หลุยส์ ฟาล กัล  แรชฟอร์ด ที่ในตอนนั้นเขามีอายุ 18 ปี ได้ก้าวขึ้นมามีชื่อในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นครั้งแรก ในเกมพรีเมียร์ลีกที่ชนะ วัตฟอร์ด 2-1

และในปี 2016 แรชฟอร์ด ได้มีโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเป็นครั้งแรก เนื่องจาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มีอาการบาดเจ็บ ในเกมที่เอาชนะ มิดทิลแลนด์ 5-1 ในศึกยูโรป้า ลีก ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยเขาได้สวมเสื้อหมายเลข 19 และ แรชฟอร์ดก็สามารถสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการทำประตูไปถึง 2 ประตู ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในฟุตบอลยุโรปได้ ในวัย 18 ปีกับอีก 117 วัน

หลังจากเกมนี้ 3 วัน เขาก็สามารถสร้างผลงานของตัวเองได้อีกครั้งในเกมที่พบกับอาร์เซนอล ในเกมพรีเมียร์ลีก ที่แรชฟอร์ด ยิงไปอีก 2 ประตูช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะไป 3-2 ซึ่งจากผลงานของเขาในเกมนัดนี้ทำให้ชื่อของ มาร์คัส แรชฟอร์ด กลายเป็น นักเตะดาวรุ่งคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทันที

และในปีเดียวกัน ในเดือนมีนาคม แรชฟอร์ด ก็สามารถสร้างสถิติให้กับตัวเองอีกครั้ง ด้วยการยิงประตูชัยให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตซ์ ที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ในเกมพรีเมียร์ลีก ทำให้เขากลายเป็นนักที่มีอายุน้อยที่สุดที่สามารถยิงประตูในศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตช์ได้ โดยในตอนนั้นเขามีอายุ 18 ปีกับ 141 วัน ซึ่งในฤดูกาล 2015-2016 เขาสามารถทำไปได้ 5 ประตู 2 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 11 นัด และในปีนั้น แรชฟอร์ด ได้ทำการต่อสัญญากับทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไปอีกเป็นเวลา 4 ปี โดยจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2021 แรชฟอร์ดกลายเป็นนักเตะขวัญใจแฟนบอลได้ในเวลาอันรวดเร็ว จากลีลาการเล่นที่โดดเด่น และการยิงประตูที่แม่นยำและเฉียบขาด และในฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังสามารถคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้อีกด้วย

ในฤดูกาล 2016-2017 โชเซ่ มูรินโญ่ ได้ก้าวเข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทนที่ หลุยส์  ฟาล กัล และแรชฟอร์ดก็ยังอยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือรายนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเขาลงสนามไปทั้งหมด 53 นัดยิงไป 11 ประตู ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นสำรอง และในฤดูกาลนี้เขาก็ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์ลีกคัพได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2018-2019 แรชฟอร์ด เปลี่ยนมาใส่เสื้อหมายเลข 10 แทน เวย์น รูนีย์ สุดยอดดาวยิงที่ย้ายออกจากทีมไป

แรชฟอร์ด ยังทำผลงานได้ดีอย่างสม่ำเสมอจนก้าวมาเป็นกำลังสำคัญของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ในที่สุด  ในฤดูกาล 2019-2020 เขาลงสนามไปทั้งหมด 31 นัด ทำไป 17 ประตู 9 แอสซิสต์ ซึ่งในฤดูกาลนั้นเขากลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดในพรีเมียร์ลีก คู่กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

ในช่วงปลายปี 2019 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมอีกครั้ง โดยเป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามากุมบังเหียนแทน และแรชฟอร์ด ก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมได้อย่างเป็นทางการ โดยผลงานของเขาก็ยังสามารถทำประตูให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่ได้มากมาย แต่เขาก็เป็นนักเตะที่มีวินัยดี และไม่ค่อยมีอาการบาดเจ็บ ทำให้เขามีความสม่ำเสมอในการลงสนาม

ในยุคของการคุมทีมของกุนซือชั่วคราว ราล์ฟ รังนิก เขาก็ยังเป็นนักเตะที่มีโอกาสลงสนามอยู่เสมอ แต่ในฤดูกาล 2021-2022 เขามีอาการบาดเจ็บมารบกวนบ่อยครั้ง ทำให้เขาหายหน้าไปจากสนามอยู่พักใหญ่

ผลงานในทีมชาติอังกฤษ แรชฟอร์ด ถูกเรียกติดทีมชาติเยาวชนในปี 2012 และก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ ในปี 2016 ในชุดลุยศึกยูโร 2016 ท่ามกลางเสียงคัดค้านของ โค้ชทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มองว่าในตอนนั้น แรชฟอร์ดยังเด็กเกินไปสำหรับการขึ้นไปเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุ 19 ปี

นอกจากนี้ แรชฟอร์ดยังมีอีกบทบาทหนึ่งนอกเหนือจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ นั้นก็คือ การเป็นนักรณรงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้และคนไร้บ้านในประเทศอังกฤษ เขาทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทำงานในด้านนี้ เพื่อที่จะกระตุ้นให้รัฐบาลอังกฤษหันมาสนใจปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากเขาเคยผ่านความยากลำบากมาแล้วในช่วงที่เขายังเด็ก  จนสามารถคว้ารางวัลบุคคลนักรณรงค์แห่งปีของนิตยสาร GQ และยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จักรวรรดิบริติชชั้นเอ็มบีอี จากควีนเอลิซาเบธที่ 2 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลพิเศษในการประกาศรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมแห่งปี BBC Sports Personality of the Year Award อีกด้วย